free
hit counter

“วิเคราะห์ฟุตบอลจริงจัง” 2 บททดสอบของลิเวอร์พูลในสถานการณ์ปัจจุบัน

วันศุกร์ 11 มกราคม 2562 (อ่าน 2,565 ครั้ง)

 

1.บททดสอบเกมรับ

อลีสซง เบคเกอร์เก็บคลีนชีทไปทั้งหมด 12 ครั้งจาก 21 เกม และเสียประตูไปเพียง 10 ลูกเท่านั้น ปัจจุบันอลีสซงขึ้นเป็นผู้รักษาประตูที่เก็บคลีนชีทมากที่สุดในพรีเมียร์ลีคขณะนี้  แต่ใช่ว่าทั้งหมดนี่คือความดีความชอบของอลีสซงเท่านั้น ทว่ายังต้องนับรวมเอาศักยภาพในแนวรับของลิเวอร์พูลเข้าไปด้วย

แนวรับของลิเวอร์พูลแข็งแกร่งเพียงใดไม่อาจนิยามได้แน่ชัด แต่ถ้าจะนิยามเซ็นเตอร์ฮาฟ ออกไปเป็นรายคน จะได้ประมาณนี้
 

1.เวอร์กิล ฟานไดซ์ – ผู้เข้ามายกระดับเกมรับของลิเวอร์พูล

2.โจ โกเมส – ปาฏิหารย์กองหลัง เพชรเม็ดงามของพญาหงส์

3.โจเอล มาติป – รถถังฝั่งแอนฟิลด์

4.เดยัน ลอฟเลน – กองหลังดีกรีรองแชมป์โลก (ที่ผีเข้าผีออก)

แม้ว่าในชั่วโมงนี้จะไม่มีใครกล้าปฏิเสธความแข็งแกร่งในเกมมรับของพญาหงส์แดง เพราะมีนักเตะที่แข็งแกร่งมากมาย แต่ ณ ปัจจุบัน ‘สามในสี่แข้ง’ ปราการหลังหงส์แดง กลับไม่สามารถลงเล่นในเกมถัดไปกับไบร์ทตันได้ เหลือทิ้งไว้เพียงลูกพี่ใหญ่อย่างเวอร์กิล ฟานไดซ์เพียงผู้เดียว

ย้อนกลับไปในเกมล่าสุดที่ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้ต่อวูฟแฮมตัน เดยัน ลอฟเลนคือปราการหลังรายที่ 3 ที่ได้รับบาดเจ็บและเยอร์เก็น คลอปป์ถึงกับออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยความหนักใจ ความว่า

“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าพวกคุณจะรู้สึกยังไง ถ้าเราต้องใช้ฟาบินโญ่และโฮเวอร์ในการลงเล่นเป็นเซ็นเตอร์ฮาฟสำหรับเกมถัดไป การที่ผมตัดสินใจแบบนี้ผลสรุปมันอาจจะลงเอยตรงที่ ผมถูกคำวิจารณ์ว่าเป็นคนไม่จริงจังในเกมฟุตบอลก็ได้”
 

“แต่ผมและสมาชิกก็ทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ผมจะสามารถ แน่นอนว่าถ้ามองในมุมอื่นมันอาจจะดูไม่เมคเซ้นต์เท่าไหร่ที่จะส่งเด็กอายุ 16 (โฮเวอร์) ลงเล่นเป็นตัวจริงในช่วงเวลาที่สำคัญแบบนี้ ผมไม่ควรส่งเขาลงไป ผมควรรอให้เขาสมบูรณ์แบบมากกว่านี้

“แต่เกมกับวูฟแฮมตันไอ้หนูนี่ทำได้ดีจริงๆ ผมส่งเขาลงไป แล้วเขาทำได้ดีเกินคาด บางทีนี้อาจจะเป็นสัญญาของการเริ่มต้นบางสิ่งบางอย่างก็ได้ เมื่อคนเราจำเป็นจะต้องใช้บางสิ่งบางอย่างจริงๆ มันก็ไม่มีทางเลือกอะไรมากนัก ถ้าสิ่งนั้นพอมีศักยภาพและเราจะเอาเรื่องอายุมาตัดสินกันจริงๆ เหรอ

“ไอ้หนูโฮเวอร์ทำได้ดีในเกมที่แล้ว ทั้งหมดนั่นมันก็โอเคแล้วละ”
 

ในฐานะนักเขียนคอลัมน์กีฬา ผมยอมรับว่านี่คือสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของแนวรับลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง (แต่เลวร้ายกว่านี้คือฟานไดซ์เจ็บไปอีกคน) เคยมีนักข่าวไปถามครับว่ามีความคิดจะซื้อกองหลังเพิ่มรึเปล่า คลอปป์ก็ตอบกลับมาว่าไม่มีอีก เพราะถ้านักเตะที่เจ็บหายกลับมาแล้ว มันคงจะยุ่งยากน่าดูทีเดียว

เห้อ…อย่างไรก็ตามครับ สาวกหงส์แดงที่ยังกังวลต่อสถานการณ์แนวรับในเวลานี้ ในบทสัมภาษณ์เมื่อครู่เยอร์เก็น คลอปป์พูดว่า ‘โฮเวอร์ ทำได้ดีในเกมกับวูฟ… ‘ ใช่ไหมครับ
 

ต่อไปนี้คือสถิติของไอ้หนูโฮเวอร์ในเกมกับวูฟแฮมตัน ที่ผมไปสืบเสาะหามาจากเว็ปไซต์ต่างประเทศครับ

1.การครองบอลทั้งหมด 7.1 เปอร์เซ็น (เป็นนักเตะอันดับ 3 ที่ครองบอลได้นานที่สุดในสนาม)

2.ผ่านบอลสำเร็จ 87 เปอร์เซ็น

3.เอาชนะลูกทางอากาศ 1 ครั้ง

4.เข้าแทคเคิลสำเร็ต 2 ครั้ง  (จำนวนแทคเคิลนี้เทียบเท่ากับนาบี เกอีต้าและเนเวสของวูฟแฮมตันเลยนะเออว์)

นอกจากนั้นแล้วหากจะนำสถิติทั้งหมดของโฮเวอร์ไปเทียบกับ นักเตะในตำแหน่งเดียวกันของวูฟแฮมตันแล้วก็จะเห็นว่า ไอ้หนูของเรามีภาษีเหนือกว่าในทุกด้านอีกด้วย

whoscored.com

อาการบาดเจ็บพร้อมกันทั้ง 3 คนของเซ็นเตอร์ ดูเหมือนเป็นเรื่องโชคร้ายของหงส์แดง อีกทั้งตัวเลือกที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ก็ไม่สามารถมั่นใจได้100 เปอร์เซ็นว่าจะทดแทนแข้งที่เจ็บไปได้หรือเปล่า แถมการซื้อนักเตะเข้ามาก็ไม่สามารถทำได้เพราะมีแข้งที่รอวันฟื้นคืนชีพกลับมาอยู่ตั้ง 3 คน ทั้งหมดนี่เหมือนกับคำถามที่รอให้พญาหงส์แดงและคลอปป์ตอบว่า

‘คุณจะสามารถมีเกมรับที่แข็งแกร่งเหมือนที่เคยทำมาได้อยู่หรือไม่ ในเมื่อฟันเฟื่องที่สำคัญของคุณขาดหายไป ?’

ผมเชื่อว่าคำตอบของคลอปป์อยู่ใน เกมวันเสาร์ กับไบร์ทตัน ตอนสี่ทุ่มครับ…บททดสอบในเกมรับของลิเวอร์พูลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

2.บททดสอบที่สอง ไบร์ทตัน โฮบ อัลเบียน

ในเกมกับไบร์ทตัน ใช่ว่ามีเพียงแนวรับของลิเวอร์พูลที่ต้องรอวันพิสูจน์ตัวเองเท่านั้น แต่ ‘การเอาชนะไบร์ทตัน’ ในเกมวันเสาร์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็เปรียบประหนึ่งบททดสอบที่สำคัญของพญาหงส์แดงอีกด้วย

อย่างไร ?

อันดับแรกลิเวอร์พูลแพ้มา สองเกมติดต่อกัน ในช่วงขึ้นปีใหม่ แต่การแพ้สองครั้งยังไม่พีคเท่า มันคือการแพ้ครั้งแรก ในขณะที่ชนะกันมายาวๆ ในพรีเมียร์ลีคถึง 20 นัด ถ้าไม่ชนะในเกมกับไบร์ทตันมีโอกาสเป็นไปได้สูงทีเดียวที่พญาหงส์แดงจะบินเป๋

นอกจากนั้น การชนะในนัดนี้ยังเปรียบประหนึ่งสงครามจิตวิทยากับแมนซิตี้อีกด้วย คลอปป์เปรยเอาไว้ว่าการได้แชมป์เอฟเอคัพมันไม่สำคัญเท่าแชมป์พรีเมียร์ลีค แต่หลังจากนั้นไม่นาน เป๊ป ก็ออกมาเกทับคลอปป์ด้วยการพูดว่า
 

“ทีมของผมสามารถรับมือกับอาการฟิตของนักเตะที่ต้องลงแข่งขันในหลายรายการได้ ผมต้องการพาแมนซิตี้ลุ้นทั้ง 4 ถ้วยนั่นแหละ ผมยังเสียใจที่เราตกรอบลีคคัพในฤดูกาลก่อนอยู่เลยจริงๆ นะครับ ผมจริงจังกับฟุตบอลถ้วยมาก”

ไม่ใช่แค่การพูดนะครับ ในคาราบาวคัพรอบรองชนะเลิศวันก่อน เป๊ป กลาดิโอลา ส่งทีมชุดสำรอง(ที่มีศักยภาพ) ลงไปถล่มคู่ต่อสู้ไปถึง 9 ประตูต่อ 0

ผู้อ่านไม่สงสัยเหมือนผมหรือครับว่า ทั้งการให้สัมภาษณ์และลูกยิงที่ ‘พี่ไม่ต้องชนะเขาเยอะขนาดนั้นก็ได้’ มันมีนัยยะสำคัญที่พรุ่งเป้าเข้าหาสภาพจิตใจของเยอร์เก็น คลอปป์ คนที่ยอมละทิ้งบางถ้วยไปเพื่อโฟกัสกับพรีเมียร์ลีคของลิเวอร์พูล

ดังนั้นชัยชนะกับไบร์ทตันจึงสำคัญตรงที่ เราจะสามารถทิ้งแมนซิตี้ขึ้นนำ 7 แต้มไปก่อนเป็นการกดดันไอ้เรือใบสีฟ้า(บ้าง) ในขณะที่เรือใบสีฟ้ามีนัดล้างตากับวูฟแฮมตัน จากการที่หมาป่าสีเหลืองทำให้เรือใบล่มไปหนึ่งครั้งในการเจอกันครั้งแรก

เหตุผลต่อมาที่ลิเวอร์พูลต้องเอาชนะไบร์ทตันให้ได้ ข้อนี้สำคัญกว่าข้อไหนๆ เลยครับ ผมเชื่อว่าผู้อ่านที่เป็นสาวกหงส์แดงทุกท่านคงเป็นแบบผม คือ แม้เราจะเป็นจ่าฝูงแต่เด็กผีมันก็ล้อเราเสียยับเยิน

แต่คุณผู้อ่านที่รัก ถ้าเราชนะในเกมกับไบร์ทตันได้ ‘ทีข้าเอ็งอย่าโวย’ มันก็จะกลับมาสู่พวกเราครับ

เพราะอะไรน่ะหรือ ? มันก็เพราะว่า ในครึ่งแรกของพรีเมียร์ลีค ไบร์ทตันทีมนี้นี่แหละที่สยบปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปถึง 3 ประตูต่อ 2

คราวนี้เราก็จะเอาไปล้อพวกแมนยูได้ว่า ‘เอ้ะ ผมสงสัยจังครับว่า ทำไมลิเวอร์พูลเอาชนะไบร์ทตันได้ แต่ทำไมแมนยูทำกันไม่ได้นะ…’

เนื้อหาจาก  ihuamoss.com/2019/01/11/two-test-of-liverpool-right-now/